RSS

Knowledge 2008 “In Pursuit of a Knowledge Society”

08 มี.ค.

Knowledge 2008 “In Pursuit of a Knowledge Society”
ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30 – 16.30 น.
สถานที่ โรงแรม Grand Millennium สุขุมวิท 23 กรุงเทพฯ

ได้รับความรู้ดังนี้

ส่วนที่ 1 เป็นการบรรยายในเรื่อง Knowledge Management for Competitive Advantage คือ การนำ KM มาสร้างความได้เปรียบ สร้างความแตกต่างกับคู่แข่ง โดย KM เป็นกระบวนการในการรวบรวมข้อมูล ความรู้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกที่ ถูกเวลา และสามารถสร้างคุณค่าให้องค์กรได้ ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังเป็นไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลในโลกสามารถทำได้ง่าย มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานโดยติดต่อสื่อสารกันผ่านทาง Website มีมากขึ้น และการเพิ่มจำนวนประชากรของโลกมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้องค์กรต้องศึกษาข้อมูล และทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อจัดเตรียมผลิตภัณฑ์ บริการต่าง ๆ ให้ตรงตามต้องการของลูกค้า
ส่วนที่ 2 เป็นการบรรยายเรื่อง WiMAX (Worldwide Interoperability for Microware Access) เป็นเทคโนโลยีบนบรอดแบนด์แบบไร้สาย ซึ่งประเทศไทยได้มีการทดลองติดตั้งบางส่วนในหลายจังหวัด โดยแต่เดิมมีการใช้บรอดแบนด์แบบมีสายเชื่อมต่อเข้าหากันผ่านทางสาย Lan หรือแบบไร้สายในระยะใกล้ ๆ เท่านั้น แต่เทคโนโลยีที่มีอยู่บนไวแม็กซ์ (WiMAX) จะสามารถสร้างเครือข่ายแบบไร้สายแบบหนึ่งจุดเชื่อมต่อไปยังอีกหลายจุดได้ อีกทั้งยังสามารถทำงานในระยะรัศมีที่ไกล ๆ ออกไปเป็นระยะทางหลายกิโลกิโลเมตร เสมือนเป็น Hot Spot ขนาดใหญ่ไวแม็กซ์ (WiMAX) บรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงนี้ถูกพัฒนาขึ้นบนมาตรฐานการสื่อสาร IEEE802.16 ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนามาอยู่บนมาตรฐาน IEEE802.16a ซึ่งมีระยะรัศมีทำการที่ 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร นั่นก็หมายความว่า ไวแม็กซ์ (WiMAX) จะสามารถทำงานได้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่บนระบบ 3G มากถึง 10 เท่า พร้อมยังมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล
ไม่ว่าจะเป็นมัลติมีเดียที่มีทั้งภาพและเสียง ซึ่งก็เร็วกว่าระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ 3G มากถึง 30 เท่าโดยมาตรฐาน IEEE 802.16a หรือ WiMAX มีความสามารถในการส่งกระจายสัญญาณในลักษณะจากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-multipoint) ได้พร้อมๆกัน โดยมีความสามารถรองรับการทำงานในแบบ Non-Line-of-Sight ได้สามารถทำงานได้แม้ว่าจะมีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ หรือ อาคารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ WiMAX สามารถช่วยให้ผู้ที่ใช้งาน สามารถขยายเครือข่ายเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้กว้างขวางด้วยรัศมีทำการถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 75 Mbps

ส่วนที่ 3 เป็นการบรรยายในเรื่อง E – Learning Technical Aspect โดยได้ให้ความรู้ทางด้าน E – Learning คือ การศึกษาที่ครอบคลุมถึงการใช้สื่อ เทคโนโลยีที่หลากหลาย การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เช่น การปฏิสัมพันธ์คนละเวลาโดยผ่าน ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต E-Mails, Blogs, Wikis, Discussion board และการปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นในขณะเวลาเดียวกันโดยผ่าน online chat session, virtual classroom or meeting ฯลฯ ซึ่งระบบ E – Learning มีเทคโนโลยีที่นำมาใช้ คือ M – Learning (Mobile Learning) และ Blended – Learning เป็นการผสมผสานวิธีหลาย ๆ วิธีเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ทั้งการพบปะกัน และผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่ง ระบบ E – Learning ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงระบบมาตรฐานที่เรียกว่า SCORM (Sharable Content Object Reference Model) เป็นการรวมกันของมาตรฐาน และข้อกำหนด ที่มาจากแหล่งข้อมูลหลายประเภท เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยสื่อทั้งหมดสามารถทำงานร่วมกัน สืบค้นง่ายและสามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ในทันที และเทคโนโลยีในปัจจุบันพัฒนาไปสู่รูปแบบ Web 2.0 ซึ่งผู้ใช้เป็นผู้สร้างเนื้อหาขึ้นมาเองได้ ทำให้
เนื้อหาเพิ่มขึ้นได้อย่างมากมายซึ่งความสามารถของ SCORM มีดังนี้
สามารถหลีกเลี่ยงซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้างเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง เนื่องจาก Content ตามข้อกำหนด SCORM เป็น Web based Content จึงสามารถใช้ HTML tool ไปสร้าง Content ได้เป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะเจาะจงใดๆ สร้าง Content
นำเนื้อหามาใช้ได้ใหม่ ทำให้การพัฒนาเนื้อหารวดเร็วขึ้นโดยเมื่อพัฒนาขึ้นเรื่องหนึ่งสามารถนำไปใช้กับผู้เรียน ที่ต่างกัน หรือวิชาอื่นๆ ได้ ทำให้ลดระยะเวลาในการพัฒนา
เนื้อหาสามารถใช้ร่วมกันระหว่างระบบได้ การใช้ข้อกำหนด SCORM ทำให้การ Integrate ระบบง่ายขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตช่วยป้องกันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของถูกลง บทเรียนตามข้อกำหนด SCORM สามารถใช้ร่วมกับระบบที่เข้ากันได้กับ SCORM ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
สามารถสร้าง / พัฒนา Content ได้เร็วกว่า เนื่องจาก การนำ SCORM ไปใช้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ ในอนาคตเราสามารถหาผู้ผลิต ผู้พัฒนา Contentได้โดยง่าย พร้อมกับความรู้ และทักษะของ SCORM ก็จะเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางง่ายต่อการหาคู่มือ ตำรา และเอกสารการฝึกอบรม
การออกแบบโครงสร้างสื่อการเรียนการสอนอย่างถูกต้อง

ส่วนที่ 4 เป็นการบรรยายในเรื่อง Promoting KM in Your Organization โดยนำเสนอถึงปัจจัยในการทำ KM ให้ประสบความสำเร็จโดยมีทั้งหมด 5C ด้วยกัน คือ
Culture – เนื่องจากการบริหารจัดการความรู้ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นองค์กรควรให้มีรูปแบบของวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่ไม่ควรทำโดยแยกได้ดังนี้
สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ไม่ควรทำ
– ให้ลูกค้าในสิ่งที่จำเป็น – ให้ลูกค้าในสิ่งที่ต้องการ
– ให้เฉพาะความรู้ที่มีคุณค่าต่อองค์กร – ให้ความรู้ไม่มากโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าต่อองค์กร
– ผสมผสานโดยใช้ E – learning ในสิ่งที่ดี – นำ E – Learning มาใช้ทั้งหมด
และมีประโยชน์
– ให้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ – เราให้ความรู้ คุณเรียนรู้ (ไม่มีการแลกเปลี่ยนความรู้)
– ประยุกต์ใช้ในงาน – บังคับให้เรียนรู้
Champion – หาผู้นำที่สามารถสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม KM ซึ่งอาจจะยกกรณีศึกษาขององค์กร เรื่องราวที่ประสบความสำเร็จ ประโยชน์ต่าง ๆ จากการทำ KM ให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องดำเนินการกิจกรรม KM
Communication – การสื่อสารเรื่องการบริหารจัดการความรู้ควรใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารทั่วทั้งองค์กร หาวิธีการแนวทางใหม่ๆ ในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางเอกสาร เว็บไซต์เพื่อให้พนักงานเห็นคุณค่าและประโยชน์จากการดำเนินการ KM มีการสื่อสารคุณค่าจากผู้บริหารสู่พนักงานผู้ปฏิบัติงาน
Change – การเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่าง ๆ เช่น รูปแบบการนำเสนอควรนำเสนอให้เป็น และหาวิธีการนำเสนอรูปแบบใหม่ ๆ หาจุดสนใจในความต้องการของพนักงานว่าพนักงานสนใจอะไร และอย่าขายความน่าเชื่อถือว่า KM คือคำตอบของทุกอย่าง
Content – เนื้อหา ความรู้ให้จัดรูปแบบเนื้อหาออกเป็น ความรู้ขององค์กร ความรู้ส่วนบุคคล Tacit Knowledge Explicit Knowledge ซึ่งควรแบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจน
การดำเนินงาน KM นั้นต้องอาศัยแผนกลยุทธ์ซึ่งจะใช้กลยุทธ์ 3P Strategy โดยแบ่งได้ ดังนี้
PUSH การสร้าง KC (Knowledge Center) เพื่อจัดเก็บความรู้ขององค์กรทั้งที่เป็น Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ให้พนักงานเข้าไป Learn หลังจาก Learn แล้วให้ลองถอยหลังมาดูและถอดสิ่งที่เห็นว่าไม่เหมาะออก (Unlearn) และเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติมเข้าไป (Relearn)
PROMOTE นำเสนอให้พนักงานได้รับรู้ว่าองค์กรมี KC และให้พนักงานเข้าไปเรียนรู้ใน KC หาวิธีทาง แนวทาง กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ที่ครอบคลุมทั้งองค์กร
PULL เมื่อพนักงานผ่านการเรียนรู้ใน KC แล้ว และนำไปประยุกต์ใช้ในงานเกิดทักษะ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดึงข้อมูล ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ต่าง ๆ มาไว้ใน KC โดยผ่านการตรวจสอบความถูกต้องว่า ความรู้เหล่านั้น เป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 8, 2011 in Training & Seminar

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: